วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

1,817 การออกกําลังกาย เพื่อสุขภาพสําหรับผู้สูงอายุ

รวบรวมโดย :  แพทย์หญิงวันดี  โภคะกุล 
   สมจินต์  โฉมวัฒนะชัย 
จัดทําโดย : สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ 
   กรมการแพทย์  กระทรวงสาธารณสุข

Link download: click

1,816 คู่มือป้องกันงูพิษในสถานการณ์ฉุกเฉิน

โดยสถานเสาวภา สภากาชาดไทย
เนื้อหามุ่งเน้นให้ความรู้เกี่ยวกับภาพของงูพิษและงูไม่มีพิษที่พบเห็นได้บ่อยระหว่างเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงวิธีการป้องกันการถูกกัดเมื่อต้องเชิญหน้ากับงูและการปฐมพยาบาลผู้ถูกงูพิษกัด



1,815 โรคสครับไทฟัส (scrub typhus) แนวทางการป้องกันควบคุม

สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค


วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

1,814 Update on vitamin B12 deficiency

American Academy of Family Physicians
Langan R C, Zawistoski K J 
June 15 2011 Vol. 83 No. 12

การขาดวิตามินบี 12 (cobalamin) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยของภาวะโลหิตจางชนิด megaloblastic โดยพบว่ามีความหลากหลายของอาการทางระบบประสาทและจิตใจ และการเพิ่มของระดับ homocysteine ในเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ
พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี 12  มากมาย ได้แก่ การใช้ metformin และ proton pump inhibitor เป็นเวลานาน ยังไม่มีองค์กรทางการแพทย์ที่สำคัญรวมทั้ง U.S. Preventive Services Task Force ที่เผยแพร่แนวทางในการคัดกรองผู้ใหญ่ที่ไม่มีอาการหรือมีความเสี่ยงต่ำสำหรับการขาดวิตามินบี 12 แต่ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงเช่น ผู้ที่มีความผิดปกติการดูดซึม จะได้รับการคัดกรองการ
การประเมินโดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้นของผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะมีการขาดวิตามิน B12 ควรจะรวมถึงการตรวจ complete blood count และระดับวิตามินบี 12 ในเลือด การวัดวิตามิน B12 จากในเลือดอาจไม่สามารถค้นหาภาวะการขาดได้ และการวัดของ homocysteine ในเลือดและ/หรือการตรวจวัด methylmalonic acid ควรจะใช้เพื่อยืนยันการขาดในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่ไม่มีอาการและมีระดับวิตามินบี 12 ปกติแต่อยู่ในช่วงที่ค่อนข้างต่ำ (low normal)
การให้วิตามินบี 12 โดยการรับประทานของขนาดสูง (1 ถึง 2 มก.ทุกวัน) มีประสิทธิภาพเท่ากับการให้ยาทางกล้ามเนื้อในการแก้ไขข้อบกพร่องโดยไม่คำนึงถึงสาเหตุ เพราะในรูปแบบที่เป็นผลึกจะถูกดูดซึมได้ดีกว่าวิตามินบี 12 ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
ผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปีและรับประทานมังสวิรัติอย่างเคร่งครัดควรรับประทานอาหารที่เสริมด้วยวิตามินบี 12 และการให้วิตามินบี 12 เพิ่ม มากกว่าที่จะพยายามให้ได้รับวิตามินบี 12 จากอาหารเพียงอย่างเดียว
การให้วิตามินบี 12 แก่ผู้ป่วยที่มีการเพิ่มระดับระดับ homocysteine ในเลือดไม่ได้แสดงให้เห็นว่าสามารถลดผลลัพท์ของหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงหรือเปลี่ยนแปลงการรับรู้ที่ลดลงในผู้ป่วยโรค Alzheimer ที่มีความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง

1,813 Treatment of knee osteoarthritis

American Academy of Family Physicians
Ringdahl E N, Pandit S 
June 1 2011 Vol. 83 No. 11

โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่ทำให้เกิดผลต่อการทำงานหรือการไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ซึ่งพบได้บ่อย ส่งผลมากกว่าหนึ่งในสามของประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปี
การออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก การทำกายภาพบำบัด การฉีด และการใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เครื่องค้ำจุน วัตถุรองส้นเท้า ลดอาการปวดและปรับปรุงการทำงาน
Acetaminophen, glucosamine, ขิง, S-adenosylmethionine (SAM-E), ครีม capsaicin, ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่ สเตียรอยด์ที่ใช้เฉพาะที่, การฝังเข็มและไทเก็กอาจเป็น ประโยชน์ tramadol มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักระหว่างประโยชน์-ผลเสียและจึงไม่แนะนำให้ใช้เป็นประจำ
Opioids มีการใช้บ่อยขึ้นในผู้ป่วยที่มีอาการปวดปานกลางถึงรุนแรงหรือมีคุณภาพชีวิตลดลง แต่ผู้ป่วยที่ได้รับยาเหล่านี้ต้องได้รับการระมัดระวังและติดตามเนื่องผลข้างเคียงที่มีอยู่แล้วของยา การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อมีประสิทธิภาพ แต่หลักฐานสำหรับการฉีดกรดไฮยาลูโรยังไม่เป็นที่ยุติชัดเจนเนื่องจากข้อมูลยังมีหลากหลาย
การผ่าตัดโดยการส่องกล้องเข้าข้อได้แสดงให้เห็นว่าไม่มีประโยชน์ในโรคข้อเข่าเสื่อม การเปลี่ยนข้อเขาควรพิจารณาในกรณีที่การรักษาโดยการอนุรักษ์แล้วไม่ได้ผล

อ่านต่อ http://www.aafp.org/afp/2011/0601/p1287

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

1,812 BMI associated with lumbar disk degeneration

-National Center for Biotechnology Information
-Journal watch

ดัชนีมวลกาย (body-mass index, BMI) จะมีความเกี่ยวข้องกับการเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวหรือไม่ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่มีความชัดเจน ความสัมพันธ์ที่อาจจะเป็นไปได้มีการสำรวจในประชากรของฮ่องกง โดยมีอาสาสมัคร 2600 คน (ช่วงอายุระหว่าง 21-63 ปี) โดยที่แต่ละคนได้รับการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging, MRI) ของกระดูกสันหลังระดับเอว
ตามเกณฑ์มาตรฐานของ MRI พบว่า 73% ของผู้เข้าร่วมอย่างน้อยพบมีหลักฐานที่น้อยที่สุดของการเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูกสันหลัง ความชุกและความรุนแรงของการเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูกสันหลังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดใน BMI ทั้งสี่ประเภท (ได้แก่ น้ำหนักน้อย, น้ำหนักปกติ, น้ำหนักเกิน และภาวะอ้วน)
เมื่อเทียบกับภาวะน้ำหนักดัวน้อยหรือปกติ  ผู้ที่อ้วนพบว่ามีนัยสำคัญมากขึ้น (odds ratio, 1.7) ซึ่งจะมีอย่างน้อยหนึ่งระดับของความเสื่อมร่วมกับการมีระดับความผิดปกติสูงสุด (nucleus pulposus มีความหนาแน่นน้อยและช่องว่างที่เป็นตำแหน่งของหมอนรองกระดูกแคบลง) และมีความเกี่ยวข้องกับหลายระดับ ซึ่งสิ่งที่พบเหล่านี้มีความเป็นอิสระจากอายุและประวัติของการบาดเจ็บหลังระดับเอว
ในหัวข้อสรุปได้กล่าวว่า เป็นการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในการประเมินอย่างเป็นระบบเพื่อดูความเสื่อมของหมอนรองกระดูกระดับเอวโดยการใช้ MRI ซึ่งแสดงความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างการมี ขอบเขตและความรุนแรงการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลังระดับเอวกับน้ำหนักของร่างกายในผู้ที่มีน้ำหนักเกินและผู้ที่อ้วน

Ref: http://general-medicine.jwatch.org/cgi/content/full/2012/524/5
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22287295?dopt=Abstract

1,811 Aspirin for preventing the recurrence of venous thromboembolism

Original article
N Engl J Med May 24, 2012


ประมาณ 20% ของผู้ป่วยที่มีภาวะลิ่มเลืือดอุดตันหลอดเลือดดำโดยไม่มีสาเหตุชักนำจะมีการกลับเป็นซ้ำภายใน 2 ปีหลังจากที่หยุดการรักษาด้วยยากันเลือดแข็งตัวชนิดรับประทาน แต่การเพิ่มระยะเวลาในการรับประทานยากันเลือดแข็งตัวมีความเกี่ยวข้องกับการมีเลือดออกที่เพิ่มขึ้น โดยประโยชน์ของยาแอสไพรินในการป้องกันภาวะอุดตันในหลอดเลือดดำซ้ำไม่เป็นที่ทราบอย่างชัดเจน
ในการศึกษาจากหลายๆ ศูนย์ โดยผู้ศึกษาวิจัยได้เริ่มการศึกษาแบบ double-blind ในผู้ป่วยที่เคยมีภาวะลิ่มเลืือดอุดตันหลอดเลือดดำโดยไม่มีสาเหตุชักนำ ซึ่งได้รับการรักษาเสร็จสิ้นในเวลา 6 ถึง 18 เดือนด้วยยากันเลือดแข็งตัวชนิดรับประทาน โดยจะถูกสุ่มให้ยาแอสไพรินขนาด 100 มก. ต่อวันหรือ placebo เป็นเวลา 2 ปี เพื่อศึกษาถึงการเกิดซ้ำของภาวะลิ่มเลืือดอุดตันหลอดเลือดดำและการมีเลือดออกที่รุนแรง (major bleeding) ซึ่งถือว่าเป็นผลลัพท์ด้านความปลอดภัยที่สำคัญ
ผลการศึกษาพบว่า การเกิดซ้ำของภาวะลิ่มเลืือดอุดตันหลอดเลือดดำพบ 28 จาก 205 คนในผู้ที่ได้รับยาแอสไพริน และใน 43 จาก 197 คนผู้ป่วยที่ได้รับ placebo (6.6% เทียบกับ 11.2% ต่อปี hazard ratio, 0.58; 95% confidence interval [CI], 0.36-0.93) (ระยะเวลาการศึกษามัธยฐาน 24.6 เดือน)
ในระหว่างช่วงเวลาการรักษาซึ่งมีค่ามัธยฐาน 23.9 เดือน พบว่า 23 คนที่ได้รับยาแอสไพริน และ 39 คนที่ได้รับ placebo มีการกลับเป็นซ้ำ (5.9% vs 11.0% ต่อปี hazard ratio, 0.55, 95% CI, 0.33-0.92) พบว่าหนึ่งคนในแต่กลุ่มของการรักษาดังกล่าวมีภาวะเลือดออกที่รุนแรง โดยเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์มีความคล้ายคลึงกันในทั้งสองกลุ่ม
ในผลสรุปกล่าวว่า แอสไพรินลดความเสี่ยงของการเกิดขึ้นซ้ำเมื่อให้ในผู้ป่วยที่มีภาวะลิ่มเลืือดอุดตันหลอดเลือดดำชนิดที่ไม่มีสาเหตุชักนำที่หยุดการรักษาด้วยยากันเลือดแข็งตัวชนิดรับประทาน โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงของการมีเลือดออกที่รุนแรง

Ref: http://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMoa1114238

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

1,810 Anti-CD20 antibody therapy for B-Cell lymphomas

Clinical therapeutics
N Engl J Med May 24, 2012

พบว่ามีมากกว่า 25 ชนิดย่อย ที่แยกย่อยโดยใช้ลักษณะทางด้านจุลกายวิภาคศาสตร์ โดย B-cell lymphoma ที่มีลักษณะทางชีววิทยาและลักษณะทางคลินิกในช่วงกว้าง ได้รับการแบ่งโดยองค์การอนามัยโลกในปี 2008 (World Health Organization Classification of Tumours of Haematopoietic and Lymphoid Tissues) ซึ่งสมาคมโรคมะเร็งของอเมริกา (American Cancer Society) ประเมินว่าในปี 2012 จะมีผู้ป่วย B-cell lymphoma รายใหม่ 70,130 คน ที่จะได้รับการวินิจฉัยในสหรัฐอเมริกาและผู้ป่วย 18,940 คนจะเสียชีวิตจากโรค พบว่า B-cell lymphomas มีปริมาณ 4 % ของโรคมะเร็งทั้งหมด และ 3 % ของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา
Diffuse large B-cell lymphoma เป็นชนิดที่พบมากที่สุดของ non-Hodgkin's lymphoma (คิดเป็นประมาณ 30% ของผู้ป่วย) ในยุโรปและอเมริกาเหนือ ซึ่งถือว่าเป็นโรคมะเร็งที่มีความรุนแรงที่ต้องให้รักษาทันที เป้าหมายของการรักษาคือการทำเกิด complete remission และให้โรคหายขาด
Follicular lymphoma เป็นลักษณะทางจุลกายวิภาคศาสตร์ชนิดที่พบได้มากเป็นอันดับสองของ non-Hodgkin's lymphoma (ประมาณ 25 - 30% ของผู้ป่วย) follicular lymphoma มักจะมีลักษณะทางคลินิกแบบค่อยเป็นค่อยไปช่วงแรกแต่มีแนวโน้มที่จะกำเริบของโรคหลังจากให้การรักษาตามแนวทางมาตรฐาน เป้าหมายของการรักษาคือการให้มีระยะการปลอดโรคที่ยาวนานและเพื่อให้คุณภาพชีวิตและการรอดชีวิตโดยรวมดีขึ้น
CD20 เป็น B-cell–specific differentiation antigen ที่จะแสดงออกบน  B cell ที่สมบูรณ์แล้วและใน B-cell non-Hodgkin's lymphomas ส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้อยู่บน น B-cell ในระยะเริ่มแรกหรือ plasma cells ที่เจริญสมบูรณ์มากแล้ว
เนื้อหาโดยละเอียดประกอบด้วย
The Clinical Problem
Pathophysiology and Effect of Therapy
Clinical Evidence
Clinical Use
Adverse Effects
Areas of Uncertainty
Guidelines
Recommendations
Source Information

อ่านต่อ http://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMct1114348

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

1,809 Interstitial cystitis/painful bladder syndrome

American Academy of Family Physicians
French L M, Bhambore N
May 15 2011 Vol. 83 No. 10
Interstitial cystitis/painful bladder syndrome ส่งผลกระทบต่อประชากรในสหรัฐอเมริกามากกว่า 1 ล้าน แต่สาเหตุที่แน่ชัดยังไม่ทราบ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเป็นผู้หญิงโดยมีอาการปวดบริเวณท้องน้อย และ / หรือบริเวณอวัยวะเพศ, ปวดเวลามีเพศสัมพันธ์ กั้นปัสสาวะไม่ได้เมื่อมีอาการปวด ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะตอนกลางคืน สิ่งสำคัญคือต้องตัดสภาวะอื่น ๆ เช่นการติดเชื้อ ออกไปก่อน
การทดสอบและเครื่องมือที่ใช้กันทั่วไปในการวินิจฉัยได้แก่ แบบสอบถามเฉพาะซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อประเมินสภาวะดังกล่าว การทดสอบความไวต่อโพแทสเซียม, anesthetic bladder challenge และการส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ โดย hydrodistension
ตัวเลือกในการรักษารวมถึงยารับประทาน, การใส่ยาเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ และการเปลี่ยนแปลงการบริโภคอาหารและอาหารเสริม
ยารับประทาน ได้แก่ pentosan polysulfate sodium, antihistamines, tricyclic antidepressants, และ  immune modulators ยาที่ให้เข้าไปในกระเพาะปัสสาวะได้แก่ sulfoxide dimethyl, polysulfate sodium และ heparin
Pentosan polysulfate sodium เป็นเพียงยาตัวเดียวที่ให้การรักษาโดยการรับประทานและ sulfoxide dimethyl เป็นเพียงยาตัวเดียวที่ใส่เข้าในกระเพาะปัสสาวะซึ่งคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐอเมริกาอนุมัติสำหรับการรักษาโรคนี้
ซึ่งขณะนี้ การศึกษาทดลองทางคลินิกของการรักษายังจำกัดในขนาด คุณภาพและระยะเวลาในการติดตาม  การศึกษาการบำบัดรักษาโดยใช้หลายวิธีการร่วมกันยังขาดอยู่

Ref: http://www.aafp.org/afp/2011/0515/p1175

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

1,808 Continuous infusion vs. intermittent bolus dosing of diuretics in patients with heart failure

Journal watch
ถึงแม้ว่าการศึกษาทบทวนอย่างเป็นระบบ (systemic review) สนับสนุนว่าการให้ยาขับปัสสาวะ  loop diuretic โดยการหยดเข้าทางหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่องมีความเหนือกว่าการให้ยาเข้าหลอดเลือดดำอย่างรวดเร็วในผู้ป่วยที่เป็น acute decompensated heart failure (ADHF; Cochrane Database Syst Rev 2005; 3:CD003178)
การทดลองแบบสุ่มเมื่อเร็วๆ นี้ แสดงให้เห็นว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างการรักษาทั้งสอง (JW Cardiol Mar 2 2011) ผู้วิจัยได้นำการศึกษาแบบ meta analysis ของการทดลองแบบสุ่มจำนวน 10 การศึกษา (มีผู้ป่วยรวม 564 คน) เปรียบเทียบกับการหยดเข้าทางหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่องกับการให้อย่างรวดเร็วเป็นช่วงๆ ในการให้ยา furosemide
เมื่อเปรียบเทียบกับการให้อย่างรวดเร็ว พบว่าการหยดเข้าทางหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่อง มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่มีนัยสำคัญทางสถิติในการมีปัสสาวะออกเพิ่มขึ้น (ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างความแตกต่างในการรักษาของการมีปัสสาวะออกในแต่ละวัน, 240 มล./100 มก.ของ furosemide) และการมีน้ำหนักตัวที่ต่ำกว่า (ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักความแตกต่างระหว่างการรักษา, 0.8 กก.) ระยะเวลาของการเข้าพักรักษาในโรงพยาบาลไม่แตกต่างกันระหว่างทั้งสองกลุ่ม
ในหัวข้อความคิดเห็นกล่าวไว้ว่า การศึกษาแบบ meta-analysis ชี้ให้เห็นประโยชน์ที่มากขึ้นของการให้ยาโดยการหยดเข้าทางหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่องของ furosemide แต่ขาดความสัมพันธ์กับ clinical endpoints รวมถึงการประเมินอาการ การกลับมา รพ.ซ้ำ สำหรับภาวะหัวใจล้มเหลวและการเสียชีวิต
บรรณาธิการให้คำแนะนำว่า ยังไม่มีการบอกถึงขนาดของยาขับปัสสาวะที่ใช้ในการรักษา ซึ่งการดูแลผู้ป่วย ADHF ที่ดีจะเกิดขึ้นได้ก็โดยการมีทางแนวซึ่งบอกขนาดของยาขับปัสสาวะที่ใช้และการติดตามอย่างใกล้ชิดของการตอบสนองต่อยาด้วย

Ref: http://hospital-medicine.jwatch.org/cgi/content/full/2012/521/1