วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

1,581. ข้อควรทราบเรื่องการให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีในผู้ติดเชื้อเอชไอวี

-ผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกรายควรตรวจเลือดว่าเคยมีการติดเชื้อและ/หรือมีแอนติบอดีต่อไวรัสตับ
อักเสบบีหรือไม่ ในกรณีที่ยังไม่มีแอนติบอดีและยังไม่เคยมีการติดเชื้อมาก่อน (Anti-HBc เป็นลบ)
ควรให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี แต่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีภูมิต้านทานตํ่ามากจะมีการตอบสนองตํ่าหรือมี
แอนติบอดีขึ้นในระดับตํ่า ๆ หลังจากฉีดวัคซีน ทำให้อาจต้องเพิ่มขนาดหรือเพิ่มจำนวนครั้งของวัคซีน

-จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่มี CD4 มากกว่า 500 cells/mm3 จะมีอัตราการตอบสนองของแอนติบอดี (Anti-HBs ) ร้อยละ 87 เมื่อเทียบกับร้อยละ 33 ในผู้ป่วยที่มี CD4 200-500 cells/mm3 นอกจากนี้ Anti-HBs ที่เกิดขึ้นอาจจะลดลงตามกาลเวลา ทำให้กลับมามีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเฉียบพลันได้
-การศึกษาถึงปัจจัยด้านไวรัสวิทยาพบว่าการให้วัคซีนเมื่อผู้ป่วยที่กินยาต้านไวรัสเอดส์และ
มี HIV RNA < 50 copies/ml จะมีการตอบสนองต่อวัคซีนดีขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่าในรายที่ตอบสนองต่อ
วัคซีน ปริมาณไวรัสเอชไอวี ขณะให้วัคซีนจะสัมพันธ์กับระดับ Anti-HBs ที่เกิดขึ้น กล่าวคือ ปริมาณไวรัส
เอชไอวี ขณะให้วัคซีนที่สูงกว่า จะมีระดับการตอบสนองของ Anti-HBs ที่ตํ่ากว่า

-คำแนะนำในการให้วัคซีน คือ
   1. ผู้ป่วยที่มี CD4 มากกว่า 500 cells/mm3 ให้ขนาดปกติ (20 มคก.)ที่ 0, 1, 6 เดือน
   2. ผู้ป่วยที่มี CD4 200-500 cells/mm3 อาจให้แบบสูตรเร่งรัด คือ 0, 1, 2, 12 เดือน
ถ้า 1-3 เดือน หลังเข็มสุดท้าย Anti-HBS < 10 mlU/ml หรือเป็นลบ ควรให้วัคซีนขนาดปกติ (วัคซีนจาก
ต่างบริษัท) กระตุ้นอีก 1 ชุด หรือให้วัคซีนขนาด 40 มคก. อีก 1 ชุด (4 ครั้ง) ตามสูตรเร่งรัด ระดับของ
แอนติบอดีที่ต้องการ คือ Anti-HBs มากกว่า 10 mlU/ml
    3. ในผู้ป่วยที่มี CD4 น้อยกว่า 200 cells/mm3 ควรให้ HAART ก่อนจน CD4 มากกว่า 200 cells/mm3 และ HIV RNA < 50 copies/mL จึงพิจารณาให้วัคซีนนอกจากนี้ควรให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยในการหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์หรือยาอื่นที่มีผลข้างเคียงต่อตับ

Ref: คู่มือพยาบาลสำหรับการปฏิบัติงานในคลินิกเอชไอวี ฉบับปรับปรุงใหม่ ปี 2553

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น